วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 1

กิจกรรมการเรียนรู้
สัปดาห์ที่ 1
      1.ทำแบบทดสอบก่อนเรียน โดยใช้ weblog
      2.เข้าไปศึกษาเนื่อหาใน weblog http://dechadakorn.blogspot.com/
      3.จัดกลุ่มนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อศึกษาในแต่ล่ะหัวข้อ และให้ตัวแทน
         กลุ่มออกมารายงานหน้าชั้นเรียน
            หัวข้อในการศึกษา
            สัปดาห์ที่ 1 
                  1.ความหมายของการปฏิสนธิ                                       
            2.ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
          สัปดาห์ที่ 2              
            3.ความหมายและลักษณะของการพัฒนาการ                         
            4.เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละวัย 
     3.นำภาพของระบบการสืบพันธุ์ พร้อมเขียนอธิบายประกอบที่แสดงอวัยวะ และการทำ
         หน้าที่ของระบบนั้นๆ อธิบายเพิ่มเติมเนื้อหาในบทเรียน
     4.ทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความเข้าใจใน  ความหมายของการปฏิสนธิ    และ  ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ โดยใช้ weblog
    5.ให้สรุปเนื้อหาลงในช้องความช่ิงแสดงความคิดเห็น ในหัวข้อ เนื้อหา  ความหมายของการปฏิสนธิ    และ  ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 1


แผนการเรียนรู้การเรียนการสอนโดยใช้นวัตกรรม Weblog วิชา สุขศึกษา

แผนการเรียนรู้ วิชา สุขศึกษา 

สาระที่ 1 เรื่อง การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
มาตรฐาน 1.1 เรื่อง เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1

สัปดาห์ที่
ตัวชี้วัด
สาระแกนกลาง
เนื้อหา
1
3.วิเคราะห์ภาวการณ์การณ์เจริญเติบโตทางร่างกายของตนเองกับเกณฑ์มาตรฐาน
- การวิเคราะห์ภาวการณ์เจริญเติบโต ตามเกณฑ์มาตรฐานและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
- ความหมายของการปฏิสนธิ
- ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
2
3.วิเคราะห์ภาวการณ์เจริญเติบโตทางร่างกายของตนเองกับเกณฑ์มาตรฐาน
4.แสวงหาแนวทางในการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย
- การวิเคราะห์ภาวการณ์เจริญเติบโต ตามเกณฑ์มาตรฐานและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
- แนวทางในการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย
- ความหมายและลักษณะของการพัฒนาการ(ทฤษฎี 30 นาที )       
- เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละวัย (ทฤษฎี 30 นาที)

จุดประสงค์การเรียนรู้

1.เพื่อให้ผู้เรียนวิเคราะห์เกี่ยวกับปฏิสนธิ
2.เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายลักษณะและรูปแบบของพัฒนาการของมนุษย์
3.เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาการการเจริญเติบโตของชีวิต


สื่อการเรียนการสอน

http://dechadakorn.blogspot.com/

กิจกรรมการเรียนรู้

สัปดาห์ที่ 1

       1.เข้าไปศึกษาเนื่อหาใน webloghttp://dechadakorn.blogspot.com/
     2.ทำแบบทดสอบก่อนเรียน โดยใช้ weblog
     3.จัดกลุ่มนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อศึกษาในแต่ล่ะหัวข้อ และให้ตัวแทน
         กลุ่มออกมารายงานหน้าชั้นเรียน
            หัวข้อในการศึกษา
            สัปดาห์ที่ 1 
                  1.ความหมายของการปฏิสนธิ                                        
            2.ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
          สัปดาห์ที่ 2              
            3.ความหมายและลักษณะของการพัฒนาการ                         
            4.เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละวัย 
    4.ศึกษาเนื้อหาโดยเข้าไปศึกษาใน weblog
    5.นำภาพของระบบการสืบพันธุ์ พร้อมเขียนอธิบายประกอบที่แสดงอวัยวะ และการทำหน้าที่ของระบบนั้นๆ อธิบายเพิ่มเติมเนื้อหาในบทเรียน
    6.ทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความเข้าใจใน  ความหมายของการปฏิสนธิ    และ  ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ โดยใช้ weblog
    7.ให้สรุปเนื้อหาลงในช้องความช่ิงแสดงความคิดเห็น ในหัวข้อ เนื้อหา  ความหมายของการปฏิสนธิ    และ  ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 1

     
สัปดาห์ที่ 2

      1.เข้าไปศึกษาเนื้อหาใน http://dechadakorn.blogspot.com/
    2.ทำแบบทดสอบก่อนเรียน โดยใช้ weblog
    3.รายงายตามกลุ่มที่กำหนดไว้ให้เสร็จตามเนื้อหาที่กำหนด
    4.สรุปเนื้อหาใน   สัปดาห์ที่ 2              
            3.ความหมายและลักษณะของการพัฒนาการ                         
            4.เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละวัย 
    5.กิจกรรมเกม ออกกำลังกายด้วยการร้องเพลง     เพลงออกกำลังกาย
                                          เพลงออกกำลังกาย  
               ออกกำลังด้วยการร้องรำทำเพลง     ให้ครื้นเครงเสียงเพลงบรรเลงจับใจ 
              รำร้องกันไปไม่มีหม่นหมองฤทัย    เพราะเราเพลินใจด้วยการร้องรำทำเพลง
    ท่าเริ่มต้น 
           จับเป็นคู่ จับมือด้านในกับคู่หรือจะเดี่ยวเป็นวงเดียวก็ได้ ยืนหัวหน้าทวนเข็มนาฬิกา
  1. เอาปลายเท้าซ้ายแตะข้างหน้า เอาไปแตะทางข้าง แล้วเดินเกรพวินไปทางขวา
    (เกรพวิน = ถอยเท้าซ้ายวางข้างหลังก้าวเท้าขวาไปข้าง ก้าวซ้ายไปชิดเท้าขวา)
  2. ทำเหมือนข้อ 1 แต่เปลี่ยนเป็นเท้าขวาในทิศทางตรงข้าม
  3. เดินไปข้างหน้า 4 ก้าว เริ่มต้นด้วยเท้าซ้าย (ซ้าย - ขวา - ซ้าย - ขวา)
  4. แตะเท้าซ้ายไปข้างหน้า แตะเท้าซ้ายไปข้างหลัง ย่ำเท้าอยู่กับที่ 3 ครั้ง (ซ้าย - ขวา - ซ้าย) แล้วเริ่มต้นเปลี่ยนเป็นเท้าขวา
   ข้อเสนอแนะ 
      ใช้เพลงการเต้นรำพื้นเมือง เพลงสิบสาวน้อย (TEN PRETTY GIRLS)

      6.ศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติ่มใน weblog เกี่ยวกับเนื้อหา  ความหมายและลักษณะของการพัฒนาการ  และ
         เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละวัย 
      7.มอบหมายงานให้นักเรียนชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ของตนเองสัปดาห์ละครั้ง และ
         จดบันทึกไว้ ทำจนครบ 2 เดือน แล้วมารายงานความเปลี่ยนแปลงตนเองหน้า
         ชั้นเรียน
      8.ให้นักเรียนแสดงกราฟการเจริญเติบโตของตนเองหน้าชั้นเรียน ในอีก 4 สัปดาห์ ต่อไป
      9. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดผลความรู้ความเข้าใจ โดยใช้ weblog
   10.ให้สรุปเนื้อหาลงในช้องความช่ิงแสดงความคิดเห็น ในหัวข้อ เนื้อหา  ความหมายและลักษณะของการพัฒนาการ  และ  เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละวัย สัปดาห์ที่ 2


การประเมินผล

สัปดาห์ที่ 1   แบบทดสอบก่อนเรี่ยน
                 แบบทดสอบหลังเรียน
สัปดาห์ที่ 2   แบบทดสอบก่อนเรียน
                 แบบทดสอบหลังเรียน




ระบบการสอน วิชา สุขศึกษา

รูปแบบการสอน วิชาสุขศึกษา


โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนของ Smith and Ragan

ประมวลรายวิชา (Course syllabus)


ประมวลรายวิชา (Course syllabus)


สาระการเรียนรู้ สุขศึกษา

สาระที่ 1.การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์

มาตรฐาน พ 1.1เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 
1

ตัวชี้วัด 
  1. อธิบายความสำคัญของระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อที่มีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น
  2. อธิบายวิธีดูแลรักษาระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อให้ทำงานตามปกตb
  3. วิเคราะห์ภาวการณ์เจริญเติบโตทางร่างกายของตนเองกับเกณฑ์มาตรฐาน
  4. แสวงหาแนวทางในการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย
สาระแกนกลาง
  • ความสำคัญของระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อที่มีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น
  • วิธีดูแลรักษาระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ ให้ทำงานตามปกติ
  • การวิเคราะห์ภาวะการเจริญเติบโต ตามเกณฑ์มาตรฐานและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
  • แนวทางในการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย
โครงสร้างเนื้อหาและปฏิทินการเรียน
     สัปดาห์ที่ 1 
  1. ความหมายของการปฏิสนธิ (ทฤษฎี 30 นาที )
  2. ลักษณะการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์  (ทฤษฎี 30 นาที )
     สัปดาห์ที่ 2
  1. ความหมายและลักษณะของการพัฒนาการ (ทฤษฎี 30 นาที ) 
  2. เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการในแต่ละวัย (ทฤษฎี 30 นาที )
รูปแบบการเรียน
    การเรียนแบบผสมผสาน   สัดส่วนของการจัดการเรียน  50 % ในชั้นเรียน
                                                                    40 %  ออนไลน์
                                                                    10 %  นอกชั้นเรียน
สื่อทางอินเทอร์เน็ต    http://dechadakorn.blogspot.com/

การวัดและประเมินผล   ข้อสอบออนไลน์โดยใช้ กูเกิลฟอร์ม ในการจัดทำข้อสอบ เพื่อวัดผลการเรียนของนักเรียน

โครงงาน

ออกแบบระบบการเรียนการสอนโดยใช้นวัตกรรม weblog  วิชา สุขศึกษา

เสนอโดย
นายเดชฎากร บุญนก รหัสประจำตัวนักศึกษา 53161301182


1.หลักการและเหตุผล

         ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยเป็นสื่อการเรียนการสอนถือเป็นอีกทางหนึ่งที่นิยมกันมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะสะดวกสบายในการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง และยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคมออนไลน์ได้รับทราบอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้สื่อการเรียนนวัตกรรม weblogในวิชา สุขศึกษา จึงได้จัดทำสื่อการเรียนนวัตกรรม weblogขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้เรียนสามารถนำเทคโนโลยี weblogไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง และให้ทันต่อโลกที่ไร้พรมแดน 

2.วัตถุประสงค์
1.เพื่อใช้ weblog เป็นสื่อการเรียนในรายวิชา
2.เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาและทำความเข้าใจรายวิชาสุขศึกษาได้ด้วยตนเอง
3.เพื่อให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

3.เป้าหมาย
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

4.วิธีดำเนินงาน

1.วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางสาระวิชาพลศึกษา
2.เชียนโครงงาน
3.ออกแบบระบบการสอน
4.เขียนประมวลรายวิชาและแผนการเรียนรู้
5.กำหนดเนื้อหาและกิจกรรมการเรียน
6.สร้างแบบทดสอบออนไลน์
7.สร้าง web Blog และนำข้อมูลในข้อ 2-6 ขึ้นเว็บ

5.ผู้รับผิดชอบโครงการ
นายเดชฎากร บุญนก นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศึกษาศาสตร์ สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตอุดรธานี

6.งบประมาณ
ไม่มี

7.สถานที่ดำเนินการ
1.ระบบ Internet ซึ่งดำเนินการติดตั้ง และดูแลโดยสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตอุดรธานี
2.weblog ที่ให้บริการโดย Google

8.ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.ผู้เรียนใช้ weblog เป็นสื่อการเรียนในรายวิชา
2.ผู้เรียนศึกษาและทำความเข้าใจรายวิชาสุขศึกษาได้ด้วยตนเอง
3.ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

9.ที่ปรึกษาโครงการ
อาจารย์สุวลัยพร พันธ์โยธี 

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

ฤๅษีดัดตน


1.ประวัติความเป็นมาของฤาษีดัดตน
ในสมัยโบราณการรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย นอกจากจะมียาสมุนไพรแล้ว ยังมีการนวดการดัดตนประกอบ ในสมัยอยุธยาในรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถมีปรากฏกรมหมอนวด มีศักดินาเทียบเท่ากรมหมอยา ประกอบด้วย กรมหมอนวดขวา เจ้ากรม คือ หลวงราชรักษา กรมหมอนวดซ้าย เจ้ากรม คือ หลวงราโช ในสมัยอยุธยาเรื่องของการดัดตนหรือฤาษีดัดตนไม่ปรากฏหลักฐาน แต่เข้าใจว่าน่าจะมีอยู่ควบคู่กับตำนานเรื่องฤาษีของไทย และมาปรากฏหลักฐานในสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม ( วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ) เมื่อ พ.ศ. 2331 ได้โปรดให้มีการจารึกตำรายาและฤาษีดัดตนไว้ตามศาลาราย เพื่อให้ประโยชน์แก่สาธารณชน โดยแลเห็นความสำคัญของการแพทย์ ประสงค์จะให้ราษฎรได้รู้จักรักษาตนเองยามเจ็บไข้ รูปฤาษีดัดตนที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 นั้น ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด และวัสดุในการปั้น แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นการปั้นด้วยดินหรือปูน
ในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2379 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ และโปรดให้กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ ( พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1 พระนามเดิมพระองค์เจ้าชายดวงจักร ) ซึ่งทรงกำกับกรมชั่งหล่อปั้น ปั้นฤาษีดัดตนท่าต่าง ๆ 80 ท่า แล้วหล่อด้วยสังกะสีผสมดีบุก เรียกว่า ชิน และมีโคลงสี่อธิบายประกอบครบทุกรูปตามศาลาราย โดยนักปราชญ์ราชบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื้อหาในโคลงภาพฤาษีประกอบด้วย ชื่อฤาษี วิธีการดัด และสรรพคุณในการดัด และพระองค์เองก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์โคลงไว้ถึง 6 บทด้วยกัน รวมทั้งสิ้น 80 บท และยังมีการวาดภาพสมุดไทยดำและมีโคลงกำกับไว้เช่นกัน เพื่อเก็บรักษาไว้ เป็นต้นตำรับสำหรับตรวจทานถือว่าเป็นสมบัติของชาติ นับว่าเป็นการรอบคอบที่ได้มีการวาดภาพและเขียนโคลงลงในสมุดไทยดำ เพราะต่อมาโคลงที่จารึกไว้ตามผนังศาลารายรอบวัดปรากฏว่าชำรุดสูญหาย เหลือเพียงชื่อแต่ละบทเท่านั้น อีกทั้งยังมีการเคลื่อนย้ายรูปปั้น ทำให้เกิดความสับสนระหว่างโคลงที่กำกับรูปปั้น และยังมีการขโมยรูปปั้นฤาษีดัดตน เช่น มีการจับได้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ขโมยรูปปั้นไปถึง 16 ตน นับเป็นการสูญเสียในแง่ภูมิปัญญาของชาติ ซึ่งในปัจจุบันรูปปั้นฤาษีดัดตนที่เหลืออยู่ นำมารวมไว้บริเวณเขามอด้านทิศใต้ของวิหารทิศปัจจวัคคีย์ วัดพระเชตุพน ฯ
            นอกจากรูปปั้นฤาษีดัดตนที่วัดพระเชตุพน ฯ แล้ว ยังปรากฏมีภาพเขียนในรัชกาลที่ 4 ที่วัดมัชฌิมาวาส ( วัดกลาง ) อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา 40 ท่า เข้าใจว่าคงคัดลอกมาจากวัดพระเชตุพน ฯ และยังพบการปั้นฤาษีดัดตนที่วัดนายโรงอีก 10 กว่าท่า เข้าใจว่าคงเลียนแบบมาจากวัดพระเชตุพน ฯ เช่นกัน จะเห็นว่าทั้งรูปปั้นฤาษีดัดตน โคลงภาพฤาษีดัดตน ภาพฤาษีดัดตนในสมุดไทยดำ และภาพเขียนฤาษีที่วัดกลาง จังหวัดสงขลานั้น ล้วนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม และเป็นสมบัติของชาติที่เปี่ยมด้วยคุณค่า และควรค่าแก่การอนุรักษ์
 2. ตำนานฤาษี
คติความเชื่อเรื่องฤาษีมาจากศาสนาฮินดู มีบทบาทต่อวิถีชีวิตคนไทยในเรื่องพิธีกรรมควบคู่มากับพระพุทธศาสนา ดังเช่น ที่พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) กล่าวในตอนหนึ่งว่า ศาสนาฮินดูเปรียบเป็นแม่ ศาสนาพุทธเปรียบได้เป็นพ่อ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทั้งสองศาสนาที่มีบทบาทต่อคติความเชื่อของคนไทย          มีตำนานกล่าวว่า ฤาษีเกิดจากลมหายใจของพระอินทร์ ฤาษีเป็นผู้แต่งคัมภีร์พระเวท เพื่อบูชาพระอินทร์ ได้แก่
    ฤคเวท เป็นคำสวดอ้อนวอนสรรเสริญพระเจ้าด้วยคำฉันท์ กาพย์ กลอน เป็นการแสดงออกถึงจิตใจมนุษย์ที่มีต่อความงาม
ยชุรเวท เป็นคำสวดร้อยแก้วในระหว่างบูชาบวงสรวงเทพเจ้า
สามเวท เป็นคำฉันท์สวดในพิธีถวายน้ำโสม
อถรรพเวท เป็นคำสวดมนต์คาถาอาคม เรียกร้องให้ภูตผีคุ้มครองให้พ้นภัย
            นักพรตของอินเดียโดยมากมักจะมีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันตามแนวทางที่ยึดถือของตน มีการบำเพ็ญเพียรด้วยจิตตั้งมั่น อย่างที่เรียกว่า บำเพ็ญตบะ คือ ให้ร้อนถึงพระอินทร์ การเรียกขานนักพรตก็จะแตกต่างกันไปตามวัตรปฏิบัติ ดังเช่น
            ดาบส คือ ผู้บำเพ็ญด้วยการเผากิเลส
ชฎิล คือ นักพรตผู้มุ่นผมอย่างชฎา เป็นเหล่าฤาษีที่ปล่อยปละร่างกายให้หนวดเครารุงรัง มุ่นมวยผมไว้กลางศีรษะ
โยคี คือ นักพรตผู้มีความเพียรใฝ่ธรรม บำเพ็ญโดยหลักโยคศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการดัดตน
            นอกจากนี้ ยังมีศัพท์ใช้เรียกฤาษีหรือนักพรตอีกมาก เช่น มุนี นักสิทธิ์ ปริพาชก นารท สิทธา เป็นต้น โดยวิถีของนักพรตล้วนมีวัตรปฏิบัติเพื่อการชำระกาย ใจให้บริสุทธิ์ เพื่อบรรลุถึงสัจจะคุณค่าของชีวิต
 3. ความสำคัญของกายบริหารท่าฤาษีดัดตน
            กายบริหารท่าฤาษีดัดตนนับว่าเป็นการบริหารร่างกายของคนไทยที่มีคุณค่าเทียบเท่ากับศาสตร์อื่น ๆ ในการดูแลสุขภาพ ดังนั้น เราควรตระหนักถึงคุณค่าภูมิปัญญา เพราะประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่สั่งสมสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนไทย การเกษตรกรรม วัฒนธรรม และศิลปกรรมไทย เป็นต้น ซึ่งกายบริหารท่าฤาษีดัดตนนับเป็นภูมิปัญญาของชาติในแง่ของการดูแลรักษาสุขภาพและบำบัดรักษาโรคด้วยตนเอง
            โดยสรุปสามารถกำหนดขอบเขตของความสำคัญของกายบริหารท่าฤาษีดัดตนได้ ดังนี้
3.1 การอนุรักษ์ภูมิปัญญาของชาติ กายบริหารท่าฤาษีดัดตนที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่าเป็นภูมิปัญญาในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยตนเองยามเจ็บไข้ได้ป่วยของชาวไทย ตามพระประสงค์ของรัชกาลที่ 1 และ 3 ในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน ฯ เพื่อเป็นแหล่งความรู้แขนงต่าง ๆ สำหรับมหาชน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เพื่อสาธารณะประโยชน์ ดังนั้น ถ้าปวงชนชาวไทยหันมาดูแลสุขภาพร่างกายตนเอง โดยหมั่นออกกำลังกายหรือออกกำลังด้วยกายบริหารท่าฤาษีดัดตนด้วยท่าที่เหมาะสมกับตนเอง ถือว่าเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาของชาวไทย
3.2 คุณค่าต่อความสำคัญทางสังคม กายบริหารท่าฤาษีดัดตนเพื่อการรักษาความเจ็บป่วย บรรเทาอาการ และลดลดความปวดเมื่อยของร่างกาย เมื่อเกิดขึ้นในครอบครัว หรือในสถานบริการสาธรณสุข อันประกอบด้วยผู้ฝึกปฏิบัติ ได้แก่ แพทย์แผนไทย นักกายภาพบำบัด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นต้น หรือภายในครอบครัวที่มีการฝึกท่าฤาษีดัดตนกันทั้งครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ และลูก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจ การยอมรับ และความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน บางครั้งในระหว่างฝึกท่าฤาษีดัดตน อาจมีการสนทนาปรับความเข้าใจในเรื่องที่ผ่านมา นับเป็นการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและสังคมอีกทางหนึ่ง
3.3 คุณค่าต่อสุขภาพ กายบริหารท่าฤาษีดัดตนเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม คือ การฝึกกาย และจิต ย่อมก่อให้เกิดพลังแห่งชีวิต ที่ช่วยในการบำบัดรักษาโรค บรรเทาอาการ ฟื้นฟูสมรรถภาพและส่งเสริมสุขภาพ กล่าวโดยสรุปพื้นฐานสุขภาพอยู่ที่จิตใจ ดังนั้น การฝึกใดๆ ก็ตาม ถ้าทำให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดีแล้ว ย่อมก่อให้เกิดพลังหรือปราณ ก็จะช่วยให้มีพลานามัยที่สมบูรณ์ จิตเป็นสมาธิ และมีพลังชีวิตที่ช่วยในการรักษา
 4. ประโยชน์ของกายบริหารฤาษีดัดตน
 กายบริหารฤาษีดัดตนมีประโยชน์ ดังนี้
4.1 ทำให้ร่างกายมีสุขภาพสมบูรณ์ การบริหารร่างกายท่าฤาษีดัดตน ถ้าปฏิบัติได้ทุกวัน ทำให้มีสุขภาพพลามัยที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เฉกเช่นเดียวกับการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่น แอโรบิค ไทเก็ก ชีกง โยคะ เป็นต้น ก็จะทำให้ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย ทำการประกอบอาชีพและการงานอื่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
4.2 ช่วยในการบำบัดรักษาโรคและอาการ นอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์แล้ว ท่าฤาษีดัดตนยังสามารถช่วยบำบัดโรคและอาการหลายๆ กรณี เช่น การดัดตนแก้ปวดเข่า การดัดตนแก้ลมปลายปัตฆาต การดัดตนแก้กล่อน เป็นต้น
4.3 ขจัดความปวดเมื่อย เมื่อยล้าของร่างกาย ท่าฤาษีดัดตนถือว่าเป็นท่าที่สามารถปฏิบัติได้ง่าย ใช้สำหรับกายบริหารร่างกาย เพื่อขจัดความปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ หรือสามารถแก้โรคบางอย่างโดยไม่ต้องพึ่งหมอยา หรือหมอนวด และถ้าปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเชื่อแน่ว่าร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีผลต่อกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และกระดูก ทำให้การเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว มีประสิทธิภาพ
4.4 สามารถฟื้นฟูและรักษาสุขภาพ ฤาษีดัดตนเป็นกายบริหารร่างกายที่ใช้การดัดส่วนต่างๆ ของร่างกายและบริหารระบบลมหายใจ ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการฟื้นฟูสุขภาพ โดยเฉพาะสรรถภาพทางการแพทย์ในวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูในส่วนของการบริหารระบบการหายใจด้วยการออกกำลังกายกล้ามเนื้อและระบบกระบังลม ซึ่งเป็นหลักในการปฏิบัติของฤาษีดัดตน ก็เป็นการส่งเสริมสุขภาพที่ดี
4.5 ทำให้เกิดสมาธิ มีหลายท่าของฤาษีดัดตน ถ้าปฏิบัติร่วมกับการกำหนดลมหายใจตามหลักของพระพุทธศาสนา นอกจากจะได้ร่างกายที่สุขภาพดีแล้ว จะได้การปฏิบัติสมาธิควบคู่ไปด้วย ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ทำให้จิตใจเข็มแข็งมีสมาธิเป็นการยกระดับจิตใจให้พ้นจากอารมณ์ขุ่นมัวทั้งหลาย

นวดเพื่อสุขภาพ


วิธีการนวดแผนโบราณ
นวดแผนไทย นวดไทยและนวดเพื่อสุขภาพ
► วิธีการนวดแผนโบราณ เราสามารถนวดบนร่างกาย โดยใช้วิธีการนวดต่าง ๆ ดังนี้  
  • การนวด  การใช้น้ำหนัก  กดลงบนส่วนต่าง ๆ  ของร่างกาย น้ำหนักที่กดจะทำให้ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดคลาย การนวดไทยเน้นมักจะใช้น้ำหนักของร่างกายเป็นแรงกด
  • การบีบ เป็นการใช้น้ำหนัก กดลงบนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในลักษณะ 2 แรงกดเข้าหากัน
  • การคลึง  การใช้น้ำหนัก กดคลึง เป็นการกระจายน้ำหนักกดบนส่วนนั้น การคลึงให้ผลในการคลายใช้กับบริเวณที่ไวต่อการสัมผัส เช่น กระดูก ข้อต่อ
  • การถู  การใช้น้ำหนักถู เพื่อทำให้ผิวหนังเกิดการยืดขยายรูขุมขนเปิด วิธีนี้นิยมใช้กับยาหรือน้ำมันเพื่อให้ตัวยาซึมเข้าได้ดี
  • การกลิ้ง  การใช้น้ำหนักหมุนกลิ้ง ทำให้เกิดแรงกดต่อเนื่องไปตลอดอวัยวะ ทั้งยังเป็นการยืด กล้ามเนื้ออีกด้วย
  • การหมุน  การใช้น้ำหนักหมุนส่วนที่เคลื่อนไหวได้คือ ข้อต่อ เพื่อให้พังผืด เส้นเอ็นรอบ ๆ ข้อต่อ ยืดคลายการเคลื่อนไหวดีขึ้น
  • การบิด  จะมีลักษณะคล้ายกับการหมุน
  • การดัด  การใช้น้ำหนักยืด ดัดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นพังผืดให้ยืดกว่าการทำงานปกติ เพื่อให้เส้นหย่อนคลาย
  • การทุบ  การใช้น้ำหนักทุบ ตบ สับ ลงบนกล้ามเนื้อให้ทั่ว
  • การเขย่า  การใช้น้ำหนักเขย่ากล้ามเนื้อ เพื่อกระจายความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อให้ทั่ว
► "ลักษณะการนวดแผนโบราณ" แบ่งออกเป็น  3  ลักษณะ
  1. การนวดยืด ดัด ลักษณะการนวดแบบนี้คือ การยืด ดัดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด ให้ยืดคลาย
  2. การนวดแบบจับเส้น ลักษณะการนวดคือ การใช้น้ำหนักกดลงตลอดลำเส้นไปตามอวัยวะต่าง ๆ การนวดชนิดนี้ค้องอาศัยความเชื่ยวชาญของผู้นวด ซึ่งได้ทำการนวดมานานและสังเกตถึงปฏิกิริยาของแรงกดที่แล่นไปตามอวัยวะต่าง ๆ
  3. การนวดแบบกดจุด ลักษณะการนวดคือ การใช้น้ำหนักกดลงไปบนจุดของร่างกาย การนวดนี้เกิดจากประสบการณ์และความเชื่อว่าอวัยวะของร่างกายมีแนวสะท้อนอยู่บนส่วนต่าง ๆ และเราสามารถกระตุ้นการทำงานของอวัยวะนั้นโดยการกระตุ้นจุดสะท้อนที่อยู่บนส่วนต่าง ๆ บนร่างกาย
 เทคนิคการนวดแผนโบราณ
1. นวดด้วยนิ้วหัวแม่มือ วิธีกดนวดแบบนี้ใช้ผิวหน้าของนิ้วหัวแม่มือส่วนบน ไม่ใช่ปลายนิ้วหรือปลายเล็บจิกลงไป
2. นวดด้วยฝ่ามือ เหมาะสำหรับการนวดบริเวณที่มีพื้นที่กว้าง น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงไปที่ฝ่ามือจะช่วยทำให้การนวดด้วยวิธีนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถนวดได้ 3 ลักษณะกล่าวคือ
        2.1 นวดด้วยท่าประสานมือ
        2.2 นวดด้วยท่าผีเสื้อบิน
        2.3 นวดโดยวางมือห่างจากกันเล็กน้อย
3. นวดด้วยนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างพร้อมกัน วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นเส้นพลังต่าง ๆ โดยการเลื่อนนิ้วไปตามแนวเส้น เว้นช่องว่างระหว่างนิ้วทั้งสองข้างประมาณ 2-3 ซม.
4. กดนวดด้วยเท้า นิยมใช้วิธีการกดนวดบริเวณที่กว้างและมีส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างน่องขาหรือต้นขาที่ค่อนข้างแข็งแกร่งของผู้รับการนวด ในขณะที่การใช้ส้นเท้านวดจะเหมาะสำหรับการนวดในท่าที่ต้องการแรงกดมาก ๆ
5. กดนวดด้วยเข่า การกดนวดด้วยเข่ามักจะนิยมใช้ในท่าที่มือจำเป็นต้องไปจับอวัยวะส่วนอื่นอยู่ ซึ่งจะถ่ายเทน้ำหนักได้ดี นิยมใช้ในการนวดต้นขาส่วนล่างและสะโพก
6. ยืนกด การใช้ท่านี้จะต้องระวังการยืนให้ดี ควบคุมให้ได้ว่าจะทิ้งน้ำหนักตัวไปส่วนไหนจึงจะไม่เป็นอันตรายและเกิดประโยชน์กับผู้รับการนวดมากที่สุด มักนิยมยืนคร่อมต้นขาของผู้รับการนวด
7. กดนวดด้วยข้อศอก นิยมใช้ปลายข้อศอกแหลม ๆ กดลงไป มักกดบริเวณต้นขา สะโพกและไหล่ ที่มีกล้ามเนื้อค่อนข้างหนา มีไขมันสะสมมาก
8. กดนวดด้วยท่อนแขน ถ้าหากผู้รับการนวดรู้สึกเจ็บ ให้ใช้วิธีการนวดด้วยท่อนแขนแทน เพราะจะรู้สึกนุ่มนวลขึ้นมากเลยทีเดียว